~โมโกจู : กำแพงเพชร~ ตอนที่ 2

โพสเมื่อ :2011-04-18 09:43:50
โมโกจู

~โมโกจู : กำแพงเพชร~ ตอนที่ 2

วันที่สามของการเดินทาง: พิชิตทางชัน ส่งตะวัน ณ ยอดเขา "โมโกจู"

     น้ำค้างที่ไม่แรงนัก ทำให้เราไม่รู้สึกหนาวเท่าเมื่อวานแม้อุณหภูมิตอนแดดเช้าเริ่มออกนั้นจะประมาณ 13 องศาเซลเซียส
เราเลือกเอาสัมภาระที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ข้างบนเขาออกรวมกันไว้ ณ บริเวณแคมป์นี้เพื่อให้แบกน้ำหนักน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อิ่มแล้วก็ออกเดินขึ้นเนินไผ่อีกฝั่งข้างของทางที่เราเดินมาเมื่อวาน ไต่ทางที่ดูมีแต่จะสูงและชันขึ้นเรื่อยๆ จนอากาศที่เย็นก็ไม่อาจจะช่วยได้ เหงื่อเริ่มไหลเป็นทาง น้ำดื่มที่เติมมาจนเต็มขวดก็หมดลงเพียงชั่วระยะเวลาชั่วโมงเศษหลังเริ่มออก เดิน ทั้งๆที่เพิ่งผ่านสันเขามาได้เพียง 1 ลูก ยังเหลืออีก 3 กว่าจะถึงจุดพักแรมเชิงดอยคืนนี้

     เราหยุดเพื่อสูดลมหายใจใหม่ให้เต็มปอด และดูเหมือนยิ่งเดินก็จะยิ่งหยุดกันถี่ขึ้น ตามความชันของเส้นทางที่ผ่อนลงเพียงเล็กน้อยให้ตายใจ
แล้วก็ดิ่งขึ้นอีก ต้นไม้ใบหญ้าข้างทางจึงดูจะเป็นเพื่อนคลายเหงาที่ดีในยามนี้ที่ต่างคนแทบจะไม่พูดกัน







      ที่ระดับประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ผมพบเจ้าต้นไม้ประหลาดมีกระเปาะทรงแหลมงอกออกจากใบ
และเมื่อผ่านตรงนี้ไปก็ไม่เห็นเจ้าต้นพวกนี้ที่ใดอีก





   พอมีช่องที่แนวสายตาพ้นแนวยอดไม้บ้างผมก็แหงนขึ้นไปเห็นแนวผาหินชันดิกไม่ไกลนักเบื้องหน้านึกว่าจะเป็นยอดเขาแล้ว แต่พี่เจษรีบบอกว่ายังไม่ใช่ เราต้องอ้อมหลังเขาที่เห็นนี้ไปจึงจะเริ่มมองเห็นยอดเขา "โมโกจู"

   พ้น สันเขาลูกที่ 3 มาเราก็พบกับหุบลำห้วยสายน้อยๆที่พอให้เราหยุดแวะวักล้างหน้าเติมน้ำให้เต็ม ภาชนะอีกครั้ง หากแต่ต้องคอยระวังเจ้าทากดูดเลือดตัวน้อย
อาจคืบคลานมาขอเติมอย่างอื่นใส่ตัวเขาเองบ้าง พี่เจษจึงพาเราไปพักกินข้าวกลางวันที่เนินเล็กบนทางที่เลยข้ามลำห้วยขึ้นไป ไม่ไกล เราได้มาอยู่ที่ระดับ ความสูงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ใกล้เคียงกับระดับที่ราบริมผาของภูกระดึงแล้ว นาฬิกาบอกเวลาว่าเกือบบ่ายโมงแล้ว เรารีบกินแล้วก็รีบเดินกันต่อ ด้วยแรงข้าวที่เพิ่งใส่ท้อง






     ขณะที่น้ำหยดสุดท้ายได้หมดลง ผมก็มาถึงบริเวณสันเขาลูกที่ 4 ซึ่งมีช่องเปิดโล่งมองเห็นวิวเบื้องหน้า หลังม่านไอหมอกแดดนั้นคือยอดเขาสูงชันที่พี่เจษบอกให้เราชื่นใจว่า
นั่นล่ะ "โมโกจู"



      จากจุดนี้เราก็มีแต่ตัดลงหุบอีกครั้งแต่ด้วยหัวใจที่ลิงโลด อีกอึดใจเดียวผมก็ลงไปถึงที่ราบย่อมๆในดงไม้ใหญ่ที่เรือนยอดประดับด้วย มอส ฝอยลม และอื่นๆที่เป็นสัญญลักษณ์ของป่าดึกดำบรรพ์ ที่ระดับความสูงประมาณ 1,700 เมตร จากระดับน้ำทะเล เวลาประมาณ 4 โมงครึ่ง นับจากที่เราออกเดินทางจากที่พักริมลำห้วยเมื่อเช้าเวลาประมาณ 9 โมงเช้าและระดับความสูงประมาณ 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล แสดงว่าเราได้ไต่ความสูงกว่า 1,400 เมตรภายในเวลาประมาณ 7 ชั่วโมง

       ผมรีบกางเต๊นท์แล้วแบกเฉพาะอุปกรณ์ถ่ายภาพแทบจะวิ่งก็ว่าได้ฝ่าความชันเนินสุดท้ายเพื่อให้ทันส่งตะวันสุดท้ายของปี 2544 บนยอดของ"โมโกจู" เพียง 40 นาทีก็ได้ไปยืนหอบแทบตายอยู่บนลานหินแคบๆบนสันที่บางเหมือนคมมีดของ"โมโกจู" ภาพที่ปรากฎ ในทุกทิศรอบกายขณะนั้นประหนึ่งว่าผมกำลังยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของโลกมองลงไปยังขุนเขา แมกไม้ และเส้นขอบฟ้า ในยามที่ตะวันใกล้จะลับลาแล้ว





ตะวันลับแล้วทิ้งไว้แต่มหัศจรรย์แห่งแสงสุดท้าย ลงสีอาบลวดลายแห่งก้อนเมฆบนแผ่นผืนฟ้า

ความมืดที่เข้าครอบคลุมทำให้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการคลำทางกลับลงสู่ที่ พักและทำให้ผมคิดว่าคงจะไม่ฝ่าความมืดขึ้นมาในช่วงเช้ามืดวันพรุ่งนี้แน่

ผมกินอาหารเย็นที่เพื่อนๆช่วยทำไว้ให้และเริ่มรู้สึกถึงอาการอ่อนเพลียจากการเสียเหงื่อมากจนต้องร้องหาเกลือแร่ซอง

กลางดึกผมต้องตื่นหลายครั้งด้วยความหนาวที่จับจิต อุณหภูมิในเต๊นท์วัดได้ประมาณ 10 องศาเซลเซียส ไม่อยากออกไปวัดเลยว่าข้างนอกจะเป็นเท่าใด ก็เลยข่มจิตข่มใจนอนต่อ

วันที่สี่ของการเดินทาง : รับตะวันแรกแห่งปี อำลายอดเขา "โมโกจู"

ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นตามลำดับจากม่วงเป็นแดงเป็นส้มเป็นเหลืองทอง พวกเราตกลงว่าจะรอให้เห็นทางชัดเสียก่อนจะขึ้นยอดเขา ก็ล่วงเลย 7 นาฬิกาแล้วนั่น จึงชักแถวกันไป เกือบ 50 นาทีกว่าที่เราจะได้โผล่ขึ้นเหนือระดับสันหญ้าคาโล่งที่เผยโฉมยอดชันดิ่งของ "โมโกจู" อาบแสงแรกของศักราชใหม่อยู่แค่เอื้อมตรงหน้า









    หลังการป่ายปีนสันคมแคบที่มีบางจุดต้องใช้วิชา "หลังติดฟ้า หน้าติดหิน" ไต่เดินเหมือนเล่นกายกรรมบนกันสาดแคบๆของตึกสูง เราก็โผล่มาสวัสดีกับสัญลักษณ์ของขุนเขานี้ หินแหลมๆก้อนนี้ล่ะคือจุดสูงสุดของผืนป่าแม่วงก์ วัดได้ 1,964 เมตรที่ปลายแหลมนั่นเลย

ขึ้นมาถึงก็หายใจแทบไม่ทันแล้วยังต้องใจหายกับมุมมองเกือบ 360 องศาที่หาดูได้ไม่ง่ายนักจากยอดเขาอื่นๆที่สูงเฉียดพันวาเช่นนี้ คิดแล้วอยากนั่งตรงนี้นานๆจัง

แต่ งานเลี้ยงย่อมมีการเลิกรา เราจำต้องอำลาจากยอดเขา "โมโกจู" แดนสวรรค์ เพื่อกลับสู่โลกแห่งความสับสนที่เรายังไม่อาจตัดได้เบื้องล่าง ลาก่อน แต่ว่าไม่ลาขาด สักวันผมจะกลับมาที่นี่อีก





แหล่งที่มา :  http://www.trekkingthai.com/cgi-bin/webboard/generate.pl?content=0081&board=maewong



 
 
ติดต่อแลก Banner กับเว็บไซต์ Byedee.com
การขอแลก Banner
ให้นำโค๊ด Banner ด้านล่างไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของท่าน และแจ้งยืนยันมาที่ admin@byedee.com
เมื่อทางเราได้รับแจ้งจะทำการติดตั้ง Banner ของเว็บไซต์ท่านและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ปิดแสดงผล Banner