13 วันในเนปาล : วันที่ 11

โพสเมื่อ :2009-03-02 13:34:57

       ตื่นเช้า เวรซ้ำกรรมซัด ให้ชีวิตต้องพบกับความวิบัติอีกหน ก็ดัน ปวดอึอีกนะซิ แต่คราวนี้สาหัสกว่าเมื่อวานยิ่งนัก เพราะว่าปริมาณความทุกข์ ที่ทุกคนร่วมกันปลดปล่อย สะสมไว้เยอะแล้ว

        วันนี้ฉันจึงนั่งในกระโจมเฉพาะตัว ส่วนหัวโผล่ออกมาชมวิวทิวทัศน์ นอกกระโจม เฮ้อ! แสนวิเศษจริง ๆ ไม่เชื่อวันหลังถ้าคุณมีโอกาสก็ลองนั่ง ดูนะ แล้วจะติดใจ

        เก็บข้าวของ สัมภาระทุกอย่างขึ้นรถ ซึ่งจะขับไปรอรับเราที่ปลายทาง บริเวณเหนือเขื่อนที่ Lamosangu ส่วนเราก็ล่องแก่งกลับ เป็นระยะทาง ประมาณ 16 กิโลเมตร

        เก้าโมงเช้า เราก็เริ่มต้นผจญภัยอีกครั้ง รู้สึกว่าวันนี้น้ำจะไหลแรงกว่า เมื่อวาน แต่น้ำยังคงเย็นเจี๊ยบเหมือนเดิม จะดีหน่อยก็ตรงที่มีแดด พอให้รู้ สึกอุ่นได้บ้าง

        ช่วงแรก ก็เป็นเส้นทางเดิม ที่เราล่องแก่งกันเมื่อวาน แต่ความมันส์ หาได้ลดน้อยถอยลงไปไม่ กลับรู้สึกมันส์มากยิ่งขึ้น เพราะว่าพวกเราเริ่มพาย กัน อย่างคล่องแคล่ว และเข้าขากันมากยิ่งขึ้น

        ระหว่างทาง แวะจอดริมตลิ่ง ปีนโขดหินขึ้นไป มีน้ำตกสายเล็ก ๆ และแอ่งน้ำ พวกฝรั่งหัวแดงถอดเสื้อชูชีพ แล้วกระโจนลงไปว่ายน้ำกันอย่าง เริงร่า ราวปลากระดี่ได้น้ำ เราได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ ก็น้ำเย็นออกปานนั้น รายการนี้ขอสละสิทธิ์

        ล่องแพมาได้พักใหญ่ จึงแวะพักทานข้าวเที่ยงริมตลิ่งข้างแม่น้ำ หัวหน้าทีมก็ช่างเลือกสรรจุดแวะพักเสียจริง บริเวณนั้นเป็นลานหินกว้าง จะหาต้นไม้ พอให้ร่มเงาสักต้นก็ไม่มี

        พอทานข้าวเที่ยงเสร็จ พวกฝรั่งหัวแดงทั้งหญิง และชายทั้งหลาย ก็ร่วมใจกัน ถอดเสื้อผ้า เหลือเพียงตัวจิ๋ว พอปิดอะไรบางอย่างเท่านั้น นอนอาบแดด กลางแสงแดดแผดเปรี้ยง ยามเที่ยงวันอย่างสบายใจ ใบหน้า ระบายยิ้มอย่างมีความสุข ดังอาบแสงทิพย์

        ไอ้เรา (กะเหรี่ยงทั้งสองหน่อ) รู้สึกร้อน กับแดดที่แผดเผาเสียเหลือ เกิน เหลียวหาร่มไม้ที่พอจะให้เราซุกตัวสักหน่อยก็ไม่มี ต้องถอดเอาเสื้อยาง มาคลุมหัว แล้วเก็บระยางต่าง ๆ เข้าร่มให้หมด

        นั่งให้แดดแผดเผา จนรู้สึกว่า พอได้เวลาเคลื่อนขบวน พวกนี้คงต้อง มาแซะเราออกจากก้อนหินเป็นแน่ เพราะตอนนั้น เราคงจะแห้งเป็นแย้แดด เดียวติดหินไปเสียแล้ว


        ช่วงสุดท้ายของการล่องแก่ง แม่น้ำต่างระดับกันประมาณ 6 เมตร หรือราวตึกสองชั้น มองไปเห็นฟองขาวแตกกระจาย เสียงน้ำดังโครมครึก กึกก้องทั่วคุ้งน้ำ บรรดาลูกทัวร์ทั้งหลาย ต่างก็รู้สึกปอด ๆ หายใจไม่ทั่วท้อง นึกถึงพ่อ แก้ว แม่แก้ว ของใครของมัน

        "Hold on" ทุกคนรีบลงไปนั่งยอง ๆ ในเรือทันที ก่อนที่เรือยางจะ ทะยานลิ่วลงไปตามซอกหิน เสียงกรีดร้องอย่างมีความสุขระงมไปทั้งลำ

        พอเรือพ้นแก่งใหญ่ออกมาได้ ทุกคนหันมายิ้มให้กัน เหมือนกับจะ บอกว่า "เราทำได้" และคงต้องเก็บประสบการณ์นี้ กลับไปเล่าขาน สืบชั่วลูก ชั่วหลาน ต่อไป

        รวมสะระตะแล้ว วันนี้เราล่องแก่งประมาณ 4 ชั่วโมง ขึ้นจากแม่น้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งรถกลับ Kathmandu ทันที

        กลับเข้าที่พักปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำคือ อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณ ชดเชยกับที่ ไม่ได้อาบน้ำเมื่อวานนี้ ถึงพบว่า ตามร่างกายมีรอยฟกช้ำดำเขียว อยู่หลาย แห่งเหมือนกัน ที่สำคัญคือขนหน้าแข้งหายเรียบ คงเป็นเพราะว่า ตอนล่อง แก่ง เราต้องคอยเอาแข้งยันกับเรือยางเพื่อการทรงตัว ขนหน้าแข้ง จึงหายเรียบไปโดยมิรู้ตัว

        ตกเย็นไปกินอาหารไทยที่ร้าน "บ้านไทย" ให้สมอยาก หลังจากเจอ Junk food มา 2 วันเต็ม ๆ

        ร้านอาหารบ้านไทย อยู่บนถนน Durbar Marge ใกล้ ๆ กับ Mannie art gallery เจ้าของร้านคือคุณอิทธิชาติ และกุ๊กฝีมือเยี่ยมคือ คุณวิชัย เป็นคนไทย ส่วนผู้จัดการร้านและบริกรทั้งหลาย เป็นชาวเนปาล พูดไทยได้ชัดแจ๋ว ก็เฉพาะรายการอาหารเท่านั้น อยากกินต้มยำน้ำใสมาก เลยถามผู้จัดการ

        "ต้มยำ It is น้ำใส or น้ำข้น"

        ผู้จัดการงงเต็ก ไม่รู้จักคำว่า น้ำใส หรือ น้ำข้น แต่ก็บอกว่า

        "I don't know it's น้ำใส or น้ำข้น. But the cook should know"

        "So please tell him that we would like to have ต้มยำน้ำใส"

        "O.K. I'll tell him"

        สักพักหลังสั่งอาหาร คุณอิทธิชาติ และคุณวิชัย ก็ออกมาทักทาย พูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง เพราะดูจากอาหารที่สั่ง ชัวร์ป๊าบ! ต้องพี่ไทย แน่นอน รสชาติอาหารวันนั้น จึงเผ็ดเด็ดสะระตี่ ไม่มีถนอมยั้งเพื่อไมตรี เหมือนที่ทำให้ต่างชาติกิน

        บริกร บริการดีเยี่ยม คอยดูแลแขกเป็นอย่างดี ถึงขนาดที่มาคอยตัก แกงจากถ้วย ใส่จานให้เรา จนต้องบอกว่าไม่ต้อง ทำเองได้ ไม่ได้เป็นคุณ หนง คุณหนูที่ไหน ตักกับข้าวเองเป็น

        ชมคุณอิทธิชาติว่า ฝึกบริกรได้เยี่ยมมาก มาทานอาหารหลายครั้งแล้ว บริการดีทุกครั้ง ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย

        "ก็ฝึกอยู่นานเหมือนกันครับ กว่าจะได้ขนาดนี้ แต่คนไทยที่มาเที่ยว ชอบมาทำให้เสียอยู่เรื่อยเลย เดือนที่แล้วก็เอาอีกแล้ว"

        "อ้าว! ทำไมละครับ"

        "ก็เค้ามาสอนบริกรผมใหม่ นะซิครับ ข้าวคลุกกะปิ ก็บอกเด็กว่าพูด ผิด ต้องพูดว่า ข้าวคลุกกะโปก ถึงจะถูก เด็กเราก็พาซื่อ บอกอะไรก็เชื่อ ที่นี้เป็นเรื่องซิครับ เพราะวันต่อมาไปถามลูกค้าคนไทยที่เป็นผู้หญิงว่า จะรับ ข้าวคลุกกะ โปกไหม"

        ทั้งขำ ทั้งเห็นใจคุณอิทธิชาติ



 
 
ติดต่อแลก Banner กับเว็บไซต์ Byedee.com
การขอแลก Banner
ให้นำโค๊ด Banner ด้านล่างไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของท่าน และแจ้งยืนยันมาที่ admin@byedee.com
เมื่อทางเราได้รับแจ้งจะทำการติดตั้ง Banner ของเว็บไซต์ท่านและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ปิดแสดงผล Banner