13 วันในเนปาล : วันที่ 2

โพสเมื่อ :2009-03-02 13:32:17

        หุบเขา Kathmandu มีลักษณะเป็นรูปถ้วยขนาดประมาณ 25 x 20 กิโลเมตร ที่ความสูง 1,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบ ด้วยเทือกเขาสูงประมาณ 1,500-2,500 เมตร จึงทำให้ยากแก่การคมนาคม อีกทั้งทำให้ เกิดการกักมลพิษต่าง ๆ ที่มี ไว้ในหุบเขาทั้งอากาศเสียและน้ำเสีย

       หุบเขานี้ประกอบด้วยเมือง 3 เมือง คือ Kathmandu (เมืองหลวง) Patan และ Bhaktapur ทั้ง 3 เมือง จะมีจุดท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดคือ Durbar Square ของแต่ละเมือง

        Durbar แปลว่า พระราชวัง ในสมัยโบร่ำโบราณ ด้านหน้าพระราชวังจะเป็นศูนย์รวมผู้คนให้มาพบปะ พูดคุย ค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้ากัน และอาณาบริเวณโดยรอบ มีการสร้างเทวสถานถวายแด่เทพเจ้าองค์ต่างๆ ใน ศาสนาฮินดูเช่น พระพิฆเนศ พระศิวะ พระวิษณุ เป็นต้น

        ถ้าอยากรู้ว่า เทวสถานนั้นสร้างถวายแด่เทพองค์ใด ก็ต้องสังเกตดู อาจมีรูปสลักของเทพ หรือพาหนะของเทพ เช่น ถ้าสร้างถวายแด่พระวิษณุก็ จะมีครุฑ (Garuda) อยู่ด้านหน้าวิหาร ถ้าสร้างถวายแด่พระศิวะ ก็จะมีรูป สลักวัว (Nandi) หมอบอยู่ด้านหน้า

        วันนี้เราวางแผนเที่ยว Durbar Square ของ Kathmandu และ Patan


Kathmandu
        Durbar Square อยู่ทางทิศใต้และไม่ไกลจาก Thamel มากนัก เราจึงเดินซอกแซกดูสีสันแห่งชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยสังเกตว่าเส้นทาง ที่เด่นอยู่มีฝรั่งเดินสวนไปมา ก็เป็นอันใช้ได้ว่า ยังไม่หลุดหายจากวงโคจรไป

        ถนนหนทาง ขนาดพอ ๆ กับตรอก ซอยบ้านเรา ทั้งเล็ก ทั้งแคบ และสกปรก ขนาบสองข้าง ด้วยตึกแถวสูง 2-3 ชั้น ก่อด้วยอิฐมอญ เปลือยอิฐไม่ต้องฉาบปงฉาบปูนให้ยุ่งยาก

        เมืองทั้งเมืองจึงดูขมุกขมัว และเก่าเป็นสองเท่าของที่ควรจะเป็น ที่มีสีสันหน่อย ก็คงจะเป็นสีสันของเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ฉูดฉาดบาดตายิ่งนัก

        แม้ว่าตัวตึกจะดูเก่าและโทรมซอมซ่อ บางตึกก็สามารถตกแต่งเป็น ร้านขายทองสวยหรู โชว์ทองอะร้าอร่ามเต็มไปหมด ดังสำนวนที่ว่าผ้าขี้ริ้วห่อ ทองนั่นเอง

        คนเดินถนนเยอะแยะยังกับมีงานวัด แค่เดินสวนกันไปมา ก็สับสน วุ่นวายพอดูแล้ว นี่ยังมีสามล้อและจักรยานมาวิ่ง ช่วยเพิ่มความสับสนวุ่นวาย ขึ้นไปอีก พอรถติดก็ระดมบีบแตรและกระดิ่ง ทำให้วุ่นวายน่าเวียนหัวเป็น สองเท่า

        ผู้คนที่นี่ดูจะรักความสะอาดแต่เฉพาะเรือนตนเท่านั้น พ้นเขตธรณี ประตูถือว่าพ้นเขตความรับผิดชอบ ตื่นเช้ามาจึงตั้งหน้าตั้งตา ปัดกวาดฝุ่นผง ออก มาทิ้งที่หน้าบ้าน

        มองไปเห็นพ่อบ้านรายหนึ่งบรรจงกวาดฝุ่นผงลงบุ้งกี๋ นึกชมในใจว่า Kathmandu ยังไม่สิ้นคนดี ไม่กวาดฝุ่นผงลงถนนเหมือนบ้านอื่น ๆ แต่อนิจจา! ชมยังไม่ทันขาดคำ พ่อคุณก็เดินถือบุ้งกี๋มาเทฝุ่นผงลง กลางถนนหน้าตาเฉย

        บางรายนั่งเกร็งลมปราณอยู่หน้าบ้าน แล้วถ่มถุยน้ำลายปลิวลอย ละลิ่ว มาตกกลางถนน นัยว่าเป็นการเอ็กเซอร์ซายยามเช้า เพื่อความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อปอด ท้อง และกระบังลม

        เดินดูสีสันแห่งชีวิตเพียงไม่นาน (แต่จุใจ) ก็ถึง Durbar Square เป้าหมายของเรา บริเวณนี้มีเทวสถานมากมาย จำกันไม่หวาดไม่ไหว ที่เด่น ๆ ก็มี

        Teleju Temple เป็นวิหารที่ใหญ่และสวยที่สุด สร้างเป็นวิหาร เล็ก ๆ ลดหลั่นกันไป 12 ชั้น มีความสูง 35 เมตร แต่ก็ได้ดูเพียงภายนอก เพราะไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปภายในวิหาร ยกเว้นผู้ดูแลเท่านั้น

        วิหารนี้จะเปิดให้ผู้คนได้เข้าไปสักการะเพียงปีละหนในช่วงเทศกาล Dasain เท่านั้น (ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม)

        Shiva-Parvati Temple วิหารนี้สังเกตง่ายหน่อย ตรงที่มีรูปปั้น ของ พระศิวะและพระนางภาวตี พระมเหสี อยู่บนชั้นสองของวิหาร

        มีฤาษีสองตน นั่งเป็นนายแบบให้คนถ่ายรูปเก็บตังค์อยู่ (เหมือนเด็ก แม้วบ้านเราไง) ฤาษีกับวิหารโบราณ แหม ดูแล้วมัน เอ็กซ์โซติกเหลือเกิน แต่เค็มอย่างฉันมีหรือจะยอมเสียตังค์ง่าย ๆ ฉันเลยเดินถอยหลังไปถ่ายมุม ไกล เอาทั้งวิหารและฤาษีในรูปเดียว พอฤาษีรู้ตัวว่ามีคนแอบถ่ายรูป ก็ทำที เป็นยกหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่านเพื่อบังหน้า ดูซิ! เค็มกว่าฉันอีกแหนะ

Hanuman Dhoka (Old Royal Palace)
        Dhoka แปลว่า ประตู หนุมานก็คือทหารเอกของพระราม ที่เรา รู้จักกัน ชาวเนปาล นับถือเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง มีฤทธิ์ในการรักษาพยาบาล Hanumar Dhoka ก็คือ รูปปั้นหนุมานที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวังเก่า สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1672 เชื่อกันว่า ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีผู้คนมาสักการะไม่ขาดสาย และเอานิ้วแตะสีมาแต้ม หน้าผากตนเองให้มีสีแดงเป็นจุดเหมือน ที่เราคุ้นเคยในหนังอินเดียนั่นเอง

        พระราชวังโบราณแห่งนี้ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของราชวงศ์ เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 10.30 -16.00 น. ค่าเข้าชม 10 Rp.

Kumari Temple
        กุมารีถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ยังมีชีวิต ซึ่งมีตำนานเล่าขานการก่อเกิดของ กุมารีกันมากมาย บ้างเล่าว่ามีกษัตริย์องค์หนึ่ง อึ๊บเด็กผู้หญิงจนเด็กตาย ก็เลยรู้สึกผิด เพื่อไถ่ถอนความผิดที่ได้สร้างไว้ จึงนับถือเด็กผู้หญิงเป็นเทพเจ้า เป็นการ ลงโทษตัวเอง

        บ้างก็เล่าว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งเล่นสกากับเทพเจ้า Teleju ซึ่งเป็น เทพที่ปกป้องคุ้มครองหุบเขาแห่งนี้ พอเล่นจะแพ้ กษัตริย์องค์นั้นก็เลย เล่นโกงซะเลยตามประสามนุษย์ขี้เหม็น

        เทพ Teleju โกรธมาก เลยถอนการปกป้องคุ้มครองหุบเขาเสีย แต่ในที่สุดก็ใจอ่อนยอมกลับมา โดยสัญญาว่าจะกลับมาจุติใหม่ในร่างของ เด็กหญิง

        การคัดเลือก กุมารี จะคัดเลือกเด็กหญิงที่มีอายุราว 4-5 ปี ที่มี ลักษณะทางกายภาพถูกต้อง 32 ประการ อาทิ สีตา รูปร่างลักษณะฟัน เสียง วัน เดือนปีเกิด เป็นต้น

        เมื่อพบก็นำเด็กเหล่านั้นมาอยู่รวมกันในห้องมืด แล้วทำเสียงตีกลอง โห่ร้องให้ดูน่ากลัว ถ้าเด็กคนไหนร้องไห้ก็จะถูกคัดออกเป็นมีสปิ๋วไป จากนั้นก็จะให้เลือกข้าวของเครื่องใช้ของกุมารีคนก่อน ถ้าเลือกได้ ถูกต้องจึงจะได้เป็นกุมารี

เมื่อได้รับเลือกเป็นกุมารีแล้ว กุมารีและครอบครัวก็จะอพยพเข้าไป อาศัยใน Kumari Bahal และกุมารีจะไม่ออกนอกอาคารบริเวณนี้ได้ กลายเป็นนกน้อยในกรงทอง

        กุมารีจะออกมาให้ผู้คนได้ยลโฉมเฉพาะในเทศกาลที่สำคัญเท่านั้น เช่น เทศกาล Indra Jatra Festival (เดือนกันยายน-ตุลาคม)

        การเป็นกุมารี จะเป็นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีระดูหรือประสบอุบัติ เหตุที่ต้องสูญเสียเลือด ก็จะถูกปลดระวางไป

Erotic Art
        ฮั่นแน่! ตาโต สนใจใช่ไหมละ ถ้าคุณเป็นคนตาดี และช่างสังเกต จะเห็นไม้แกะสลัก แสดงบทรักอันมหัศจรรย์พันลึก มักอยู่บริเวณส่วนค้ำยันหลังคา ซึ่งอยู่ส่วนบนของอาคาร ต้องเล็งให้ดี แต่ห้ามจำไปทำตามนะ เดี๋ยวคอหัก แล้วจะหาว่าไม่เตือน

        ส่วนเหตุผลที่ ทำไมคนโบราณจึงแกะสลักรูปสัปดี้ศรีปดนเหล่านี้ มาประดับไว้ตามวิหาร ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด แต่ก็มีผู้พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย กันมากมาย เช่น

        ถือว่า การก่อเกิด เป็นเรื่องสำคัญ เป็นวัฏจักรแห่งชีวิต

        ในสังคมที่นับถือพระศิวะ จะให้ความสำคัญกับศิวะลึงค์และโยนี

        แต่ฉันชอบอันนี้ที่สุด คือว่ากันว่า ฟ้าผ่าเป็นเทพเจ้าเพศหญิงที่ยัง เวอร์จิน เพราะฉะนั้นพอแกะสลักรูปสัปดนมาติดไว้ที่ส่วนบนของอาคาร เทพเจ้าจึงไม่กล้าดูเพราะมัวแต่อาย ฟ้าจึงไม่ผ่า ดีนะเนี้ยที่เป็นสาวโบราณ ถ้าเป็นสาว ๆ สมัยนี้ฟ้าคงจะผ่ากันวันละหลาย ๆ รอบ แน่ ๆ เลย

        เสร็จจากการซอกแซกที่ Durbar Square ของ Kathmandu แล้ว เราก็นั่ง Tempo (ตุ๊ก ๆ ของเนปาล ก็คล้าย ๆ กับตุ๊ก ๆ บ้านเรา แต่แคบและโทรมขาดใจ) ไป Durbar Square ที่ Patan ทันที ค่ารถ 50 Rp.


PATAN
        เมือง Patan อยู่ห่างจาก Kathmandu เพียงชั่วแค่มี แม่น้ำ Bagmati คั่นไว้เท่านั้น มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Lalitpur แปลว่า เมืองแห่ง ความงาม น่าจะมา จากที่นี่มีวิหารงดงามกว่าที่อื่น

        บริเวณ Durbar Square มีวิหารกระจุกตัวกันอย่างหนาแน่นมาก ช่วงที่เราไป กำลังมีการบูรณะซ่อมแซมถนน และอาณาบริเวณกันยกใหญ่ เลยดูรก ตาไปหน่อย นั่นยังพอทำใจได้ แต่ที่ทำใจไม่ได้คือ มีพวกพ่อค้า แม่ขาย เอาสินค้ามาวางขายของ ตามโบราณสถาน ระเกะระกะเต็มไปหมด อีกทั้งลัง กระดาษ เข่ง และสรรพสิ่ง กองสุม ๆ ไว้ ทำให้ความขลังและความ ศักดิ์สิทธิ์ของวิหารเสียไปอย่างน่าเสียดาย

        วิหารโบราณมีให้ดูกันมากมาย จนเริ่มสับสนว่าวิหารไหนดูแล้ว วิหารไหนยังไม่ได้ดู แถมรูปที่ถ่ายมา กว่าจะระลึกชาติได้ว่าถ่ายมาจากที่ไหน เล่นเอาเหงื่อตก เล่าให้ฟังเท่าที่จำได้ก็แล้วกันนะ

        Vishwanath Temple (Shiva Temple)
        สร้างเมื่อปี ค.ศ.1627 เป็นเจดีย์ 2 ชั้น มีรูปแกะสลักช้าง 2 เชือก หมอบขนาบข้างบันไดทางขึ้น ซ้ายและขวา ถ้าตาดีจะได้ดู erotic art บริเวณไม้ค้ำยันหลังคา และก็อย่าดูเพลินจนลืมดูอย่างอื่นละ

        Krishna Mandir
        เป็นวิหารที่อยู่ถัดจาก Shiva Temple สร้างด้วยหิน มีความวิจิตร งดงาม ตามสไตล์อินเดีย ซึ่งต่างจากวิหารอื่น ๆ ของเนปาลที่จะสร้างจากอิฐ และไม้ วิหารนี้สร้างถวายแด่เทพกฤษณะ ซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของพระวิษณุ มีพาหนะคือครุฑ ดังนั้นจะพบรูปแกะสลักครุฑนั่งคุกเข่าบนเสาสูงหน้าวิหาร ตอนเราไป มีวงมโหรีกำลังบรรเลงดนตรีที่ชั้นสอง ทำให้ได้ บรรยากาศอีกโขทีเดียว

        Krishna Temple
        เป็นวิหารที่อยู่ด้านหน้าสร้างเมื่อปี ค.ศ.1723 ด้วยหิน ลักษณะเป็น แปดเหลี่ยม มีความวิจิตร เหมือน Krishna mandir มีพ่อค้า แม่ค้า เอาสมบัติพัสถารส่วนตัว เช่น ลัง เข่ง ไปวางกองสุม บนวิหาร บ้างก็นอนน้ำลายยืด ฝันหวานยามกลางวัน

        Mahabouddha Temple
        อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ Durbar Square จะมีป้ายเล็ก ๆ บอกทาง ต้องคอยสังเกตให้ดี เดินสัก 10 นาที เห็นจะได้ เจดีย์นี้สร้างเลียนแบบ Mahabouddha Temple ที่โพธิคยาใน ประเทศอินเดีย สร้างเมื่อปี ค.ศ.1588 แต่มีการพังทลายจากเหตุแผ่นดินไหว ในปี ค.ศ.1934 และได้มีการบูรณะในกาลต่อมา ซึ่งบูรณะได้เก่งมาก คือภายหลังบูรณะเสร็จก็มีอิฐเหลือสร้างเจดีย์องค์เล็ก ๆ ได้อีกองค์

        เราดูวิหารโบราณมากจนเริ่มสับสน ว่าอันไหนดูแลัว อันไหนยังไม่ ได้ดู อันไหนชื่ออะไร และอื่น ๆ อีกมากมายเกินกว่าสมองอันน้อยนิด ของเราจะจดจำได้หมด ตกเย็นเดินสำรวจเมือง Kathmandu รู้จักถนนสายหลักของที่นี่อีก 2 สาย คือ

        ถนน Durbar marge ห่างจาก Thamel สามแยกถนน เป็นถนนสายที่กว้างที่สุดและดูดีที่สุดของ Kathmandu ต้นถนนเป็น พระราชวัง บนถนนสายนี้มี เทรเวล เอเจนซี่ สำนักงานของสายการบินต่าง ๆ ห้องอาหารที่แสนอร่อย เช่น อาหารจีนที่ Nanglo Restaurant และที่จะ ลืมเสียมิได้ก็คือ ร้านอาหารบ้านไทย ที่อาหารอร่อยมาก...ก...ก

        ถนน Kantipath ห่างจาก Thamel สองแยกถนน ในทิศทาง เดียวกับทางไปถนน Durbar marge บนถนนนี้มีทราเวล เอเจนซี่ มากมาย และเป็นที่ขึ้นรถเพื่อเดินทาง ไปเมือง Pokhara

        ในย่าน Thamel มีร้านค้าที่หากินกับนักท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย เต็มไปหมด ที่เราเข้าไปใช้บริการบ่อย ๆ ก็มี

        เทรเวล เอเจนซี่ ร้านประเภทนี้เยอะมาก ดูคล้ายๆ กันไปหมด ขายทั้งตั๋วเดินทางและแพ็คเก็ตทัวร์ (package tour) ทั้งไปเดินเขา ล่องแก่ง ซาฟารี ข้อแนะนำคือ เดินเข้าออกหลาย ๆ ร้านและหาข้อต่อรอง ที่ดีที่สุด

        ร้านหนังสือ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมากที่ ที่นี่มีร้านหนังสือ เยอะมาก และมีแต่หนังสือดี ๆ น่าสนใจทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยว กับ Buddhism, Hinduism, Yoga Mountain Climbing, Trekking และที่พลาดไม่ได้คือ Kama Sutra (กามสูตร) ไม่ต้องทำตาโตขนาดนั้น มีหลายชาติหลายภาษา ให้เลือก ทั้ง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น สูตรไหนดีอย่างไรต้องศึกษาเองนะ

        ร้านขายเสื้อยืด เหมาะที่จะเป็นของที่ระลึกฝากเพื่อน ๆ สำหรับคน เบี้ยน้อย หอยน้อยอย่างเรา ส่วนใหญ่เป็นเสื้อยืดนำมาปักด้วยจักร อาจเป็น รูปภาพ หรือเป็นตัวหนังสือ ราคาขึ้นกับลวดลายและสีสัน มีตั้งแต่ราคา 50 บาท ไปจนถึง 100-200 บาท

        มีบางตัวเขียนว่า "I don't want to change money" แสดงให้เห็นว่า การแลกเงินที่ตลาดมืดเยอะมาก มีเยอะจนน่ารำคาญ เดิน ๆ ไปจะมีคนมาสะกิดถาม "You want to change money" อยู่ บ่อยมาก

        แต่พอวันที่เราอยากแลกเงินขึ้นมา ออกไปเดินให้สะกิด กลับหาย สาบสูญไปหมด พยายามสบตาก็แล้ว ไม่มีใครยอมสบตาด้วยเลย จนอยากวิ่งออก ไปกลางถนน แล้วตะโกนว่า "I want to change money" เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

        การซื้อข้าวของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอะไรให้ต่อรองไปเถอะ จะได้ไม่เจ็บ ใจในภายหลัง เราต่อรองทุกอย่าง ตั้งแต่ค่ารถ ค่าห้องพัก ค่าแพ็คเก็ตทัวร์ ฯลฯ ทำให้นึกถึงเรืองตลกเรื่องหนึ่ง จะเล่าให้ฟัง

        มีคุณยายคนหนึ่งถูกบอกเล่าเก้าสิบก่อนมาเที่ยวที่นี่ว่า ถ้าจะซื้อของ ต้องต่อรองให้เหลือครึ่งหนึ่งของราคาที่คนขายบอกเสมอ

        "อันนี้เท่าไหร่" คุณยายถามคนขาย

        "อันละ 1,000 ครับ" คนขายตอบ

        "500 ได้ไหม"

        "ไม่ได้หรอกยาย 800 แล้วกัน"

        "โอ๊ย! อะไรกันตั้ง 800 ฉันให้ 400"

        "เอ๊ะ! ยังไงกัน เอางี้นะ สุด ๆ เลย...600 ขาดตัว"

        "ฉันให้แค่ 300 เท่านั้นแหละ"

        "เอาฟรีเลยไหมยาย"

        "ดีจังเลย ยายขอ 2 อันนะ"

        เดินเที่ยวใน Kathmandu เพียงวันเดียว เกิดอาการเจ็บคอ แสบตา แสบจมูก รู้สึกว่าในปากมีแต่เม็ดทราย ลองเอากระดาษทิชชู เช็ดในรู จมูก ปรากฎว่าดำปิ๊ดปี๋เลย ใครจะมาเที่ยวที่นี่ แนะนำให้เอา mask ที่ใช้ปิดปากและจมูก ของพวกหมอ หรือจราจรใช้ ๆ กันมาด้วย จะช่วยให้คุณมีความสุขยิ่งขึ้น อ้อ! ถ้ามีแป๊ะฮวยอิ๊วมาด้วย จะสุขสุดยอดเขียวหละ



 
 
ติดต่อแลก Banner กับเว็บไซต์ Byedee.com
การขอแลก Banner
ให้นำโค๊ด Banner ด้านล่างไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของท่าน และแจ้งยืนยันมาที่ admin@byedee.com
เมื่อทางเราได้รับแจ้งจะทำการติดตั้ง Banner ของเว็บไซต์ท่านและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ปิดแสดงผล Banner