13 วันในเนปาล : วันที่ 4

โพสเมื่อ :2009-03-02 13:32:54

       ตื่นแต่เช้ามืด เก็บสัมภาระใส่เป้แบกขึ้นหลัง เดินไปขึ้นรถที่ถนน Kantipath เพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง Pokhara บนตั๋วเขียนว่ารถออก เวลา 6.30 น. แต่กว่ารถจะออกได้ก็ปาเข้าไป 7.15 น. รถเป็นมินิบัสโทรม ๆ แต่ก็นั่งสบาย ไม่แออัดดังคำเล่าลือที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้

        Pokhara เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมเยือน เป็นอันดับสอง รองจาก Kathmandu อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 884 เมตร แต่ต่ำกว่า Kathmandu ดังนั้นในฤดูหนาวอากาศที่นี่ก็ยังเย็นสบาย ไม่หนาวเหมือนใน Kathmandu แต่ถ้าคุณมาหน้าฝนก็จะเจอฝนมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน อีกทั้งเมืองนี้อยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัยมาก และมีทะเลสาบ Phewa แสนสวย เมืองนี้จึงเป็นจุด เริ่มต้นของผู้ที่จะไปเดินเขา (Trekking) หรืออาจเป็นสถาน พักฟื้นของพวกที่พึ่งกลับมาจากการเดินเขา

        Pokhara อยู่ห่างจาก Kathmandu ทางทิศตะวันตก 206 กิโลเมตร อาจเดินทางไปได้ 2 ทางคือ เครื่องบินหรือรถบัส ไม่ต้องบอก คุณคงทายถูกว่า เราเลือกเดินทางโดยรถบัส ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ ผจญภัย (พูดแล้วดู ดีหน่อย) และประหยัด (เหตุผลหลักที่ซ่อนอยู่ในใจไม่บอกใคร เราถือคติที่ว่า " จงรักษาความเค็มดั่งเกลือรักษาความเค็ม " )

        เราต้องนั่งรถมินิบัสโทรม ๆ ไต่ไปตามเขาเพื่อออกจากหุบเขาสู่โลก ภายนอก การนั่งรถบัสในครั้งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึก " สยวย " (สวยบวกสยอง) สวย เพราะเส้นทางนี้ช่วงต้นจะวิ่งคู่ขนานกับแม่น้ำ Trisuli ซึ่งเป็น แม่น้ำที่นิยมล่องแก่งกันมาก บางคนจึงอาจเลือกเดินทางโดยการล่องแก่งไป ครึ่งทาง แล้วนั่งรถต่ออีกครึ่งทางก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีนาขั้นบันได และวิวของ เทือกเขาหิมาลัยเป็นฉากหลัง

        สยอง เพราะว่าถนนเล็กและแคบมาก กว้างขนาดเท่ากับความกว้าง ของรถ 2 คันพอดิบพอดี และเวลารถวิ่งสวนกัน ต้องชะลอความเร็วแล้ว ค่อย ๆ กระดืบ กระดืบ ผ่านกันไป ด้านซ้ายมือเป็นภูเขา ด้านขวามือเป็น หน้าผา ถ้าพลาดท่าเป็นอันได้ตายเย็นแน่ คือตกหน้าผาลงไปนอนที่ก้น แม่น้ำ Trisuri

        เพื่อตอกย้ำความสยอง จึงมีรถนอนตะแคงให้เราดูเป็นขวัญตา 2 คัน ยัง...ยังสยองไม่พอ รถคันข้างหน้าอยู่ ๆ ก็วิ่งเซซ้ายที ขวาที ให้รถเราได้ ฮือฮากันว่าเกิดอะไรขึ้น รถคันข้างหน้าวิ่งเซซ้าย เซขวา ไปจนกระแทกกับ ราวสะพานเสียงดังสนั่น ค่อยกลับคืนเป็นปกติ เราคิดเอาเองว่าคนขับคง หลับใน จนกระทั่งขับชนราวสะพานเลยตื่นขึ้นมาขับต่อ เฮ้อ! ลุ้นจนเหนื่อย

        พอเล่าเรื่องนี้แล้วนึกถึงตลกเรื่องหนึ่ง จะเล่าให้ฟัง

        มีบาดหลวงและคนขับรถ ตายไปขึ้นสวรรค์พร้อม ๆ กัน

        "เอ้า! เจ้าคนขับรถ เจ้าได้อยู่สวรรค์ชั้น 1"

        "คนต่อไป อ้อ! ท่านบาดหลวง ท่านได้อยู่สวรรค์ชั้น 5"

        "แต่...ท่านครับ ผมว่ามีอะไรผิดพลาดกระมังครับ" บาดหลวงทักท้วง

        "ทำไมละ" พระเจ้าถาม

        "เอ้อ!...คือตะกี้ท่านว่าผมได้อยู่สวรรค์ชั้น 5 และคนขับรถได้อยู่ สวรรค์ชั้น 1 ครับ"

        "ไหน ดูซิ" พระเจ้าตรวจเช็คอีกรอบ "อ้อ! ไม่ผิดหรอก เราตัดสินกันที่ประสิทธิผลของการทำงานหนะ"

        "ก็นั่นนะซิครับ ผมถึงว่าผิดไง ตอนที่ผมมีชีวิต ผมเป็นบาดหลวง รับใช้พระองค์ มาชั่วชีวิต แต่เจ้าคนขับรถนาน ๆ มันถึงไปวัดสักที"

        "เอ้า! มาดูนี่ซิ ข้าจะให้ดูอดีตของเจ้า ตอนเจ้ามีชีวิต...เจ้าดูซิตอนเจ้าเป็น บาดหลวง ขณะที่เจ้าเทศน์ พวกมาฟังเจ้าเทศน์นั่งหลับกันหมดเลย

         ที่นี้มาดูเจ้าคนขับรถนี่ซิ ขณะที่มันขับรถ ผู้โดยสารทุกคนหลับตา สวดมนต์และนึกถึงข้าทุกคนเลย"

        สงสัยว่าบนสรวงสวรรค์คงมีบรรดาคนขับรถที่นี่เต็มไปหมดแน่ ๆ เลย

        สมัยก่อน ถนนหนทางแย่มาก เมื่อมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น การณ์กลับ เป็นว่าอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตอนถนนไม่ดีขับรถก็ต้องระมัดระวัง พอถนนราดยางดีขึ้น นักซิ่งทั้งหลายก็เลยซิ่งกันสนุก เลยตายมากขึ้น เวรกรรม!

        ปกติ ทางเส้นนี้ให้ใช้ความเร็วประมาณ 30 กม./ชม. ไม่ต้องยิ้มนะ ความเร็วแค่นี้ คุณก็ต้องสวดมนต์ตลอดทางเลยละคุณ

        "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ที่ว่าแน่ ๆ ก็ต้องแพ้พี่เนปาล" ก็คนขับ รถนะซิ ขับอยู่ดี ๆ จอดรถพรืดที่ข้างทาง ดับเครื่องแล้วเดินลงจากรถไป ครั้งแรก นึกว่าไปยิงกระต่าย แต่พอหายไปนานผิดปกติ ประมาณว่ายิง กระต่ายจนหมดโลกแล้ว ก็ยังไม่กลับมา ผู้โดยสารเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ว่าคุณพี่จอดตาก แดด หาพระแสงของ้าวอะไรกัน ร้อนก็ร้อน

        มองไปมองมา เจอคุณพี่คนขับนั่งเลือกซื้อมะเขือเทศอยู่ข้างทาง อย่างสบายใจ เมื่อเลือกซื้อมะเขือเทศจนหนำใจ ก็เดินหิ้วถุงมะเขือเทศมา ขึ้นรถ แล้วก็ขับต่อไปแบบไม่รู้สึกรู้สมอะไร

        เราแวะพักทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารเนปาลแบบออริจินอล ขนานแท้ และดั้งเดิม เสริฟข้าวพร้อมกับข้าว 3 อย่างมาในถาดหลุม กับข้าวดูเหมือน แกงข้น ๆ สีเขียว ๆ เหลือง ๆ แดง ๆ ดูแล้วก็ธรรมดาคล้าย ๆ บ้านเรา แต่วิธีกินนี่ซิ พิศดารล้ำลึกยิ่งนัก

        คนเนปาลเวลากินข้าวจะใช้วิธีเปิบข้าวด้วยมือ ถ้าเปิดแบบไทยก็จะ ใช้นิ้ว 3-4 นิ้ว ค่อย ๆ บรรจงบีบปั้นข้าวเข้าปากใช่ไหม แต่พี่เนปาลเวลาเปิบ เริ่มต้นด้วยการใช้นิ้ว 4 นิ้ว วักแกงข้น ๆ มาใส่ข้าว จากนั้นก็ขยำ ขยี้ โดยใช้ นิ้วมือทั้ง ห้าและฝ่ามือ บีบ ขยำ และขยี้จนข้าวทะเล็ดทะลักลอดออกมา ตามซอกนิ้ว ทำอย่างนี้จนเข้ากันดี จึงจะเปิบเข้าปากต่อไป

        พอเราเห็นวิธีเปิบพิศดาร เลยพาลไม่อยากอาหาร ต้องอาศัยโปเตโตชิฟ กับกล้วยลูบท้องแทน ที่อัศจรรย์ใจคือ มีฝรั่งหัวแดง ลงไปนั่งเปิบพิศดารแบบเนปาลด้วย ดูตลกดี

        นั่งสวดมนต์และนึกถึงพระเจ้าอยู่ 8 ชม. ก็ถึง Pokhara เสียที พอลงจากรถเท่านั้น ไม่รู้ฝูงชนจากไหน วิ่งมาห้อมล้อมเต็มไปหมด แย่งกันพูด แย่งกันตะโกน ส่งเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สับสนอลหม่านไปหมด พูดไม่พูดปล่าว แถมมีน้ำลายกระเซ็นออกมาด้วย ทำให้เราเข้าใจสำนวนไทย ที่ว่า "แร้งทึ้ง" ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

        หลับหูหลับตาเลือกมาคน เท่านั้นแหละ! บรรดาแร้งทึ้งทั้งหลายก็บิน หายวับไปกับตา กลุ้มรุมเหยื่อรายต่อไป โชเฟอร์ทั้งหลาย หวังจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากโรงแรมที่เราพัก มากกว่า ค่ารถที่พาเราเข้าเมือง เพื่อความปลอดภัยให้ตกลงราคาค่ารถให้เรียบร้อย ก่อนขึ้น และให้ไปส่งที่ย่านที่พักแล้วเดินหาที่พักเอง

        ย่านที่พักมี 2 ย่านใหญ่ ๆ คือ Lakeside และ Damside

        Lakeside เป็นย่านที่พักยอดฮิต บริเวณริมทะเลสาบ ทั้งบ้านพัก ร้านอาหาร ยาวตลอดแนว มีให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว

        Damside อยู่ทางปลายสุดของทะเลสาบ เป็นบริเวณเขื่อน ผลิตกระแส ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1968 ด้วยความ ช่วยเหลือจากประเทศอินเดีย

        เราพักที่ Hotel Glacier ที่โชเฟอร์บอกว่าแถวนี้คือ ใจกลางของ ที่พักย่าน Lakeside เราต่อราคาจาก 25 ดอลล่าร์ เหลือ 15 ดอลล่าร์ เหมือนที่เคยบอกไปแล้วว่าให้ต่อรองราคาทุกอย่างที่ขวางหน้า

        อาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณ เสร็จ จึงออกมาเช่าจักรยานหน้าโรงแรม มาปั่นเล่นเลาะเลียบริมทะเลสาบ (ถ้าเป็นจักรยานแบบเสือภูเขา ค่าเช่า 50 Rp/วัน จักรยานธรรมดา 30 Rp/วัน) ปั่นจักรยานไปสัก 300-400 เมตร ถึงได้รู้ว่า ใจกลางย่านที่พักจริง ๆ อยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่เสียใจ เพราะว่าบริเวณ ที่เราพักเงียบสงบดี

        บริเวณริมทะเลสาบ มีร้านอาหารหลายร้าน ปลูกดอกไม้บานสะพรั่ง เต็มสวน อากาศเย็นสบาย สบายตา สบายใจและสบายปอดเป็นที่สุด ต่างจาก Kathmandu ราวฟ้ากับดิน

        นั่งฟอกปอดจนหนำใจ จึงไปพายเรือต่อในทะเลสาบ ซึ่งที่ร้านอาหาร มีไว้บริการ (125 Rp/ชม. ถ้าต้องการฝีพายเพิ่มอีก 50 Rp)


        ทะเลสาบเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกกาบินกลับรวงรัง ดวงอาทิตย์กลม โตสีแดง กำลังลับทิวเขาสีเทาหม่น ที่สลับซับซ้อนลดหลั่นกันไป จนสีเทาหม่น กลืนหายไปกับสายหมอกยามเย็น ผืนน้ำที่เรียบสงบ ไหวระริกเป็นครั้งคราว ยามเมื่อ สายลมหยอกเอิน สะท้อนแสงสีทอง ให้ระยิบไหว ดุจหมู่นางระบำ แห่งผืนน้ำเต้นระบำ

        เราลอยเรืออ้อยอิ่ง อยู่กลางทะเลสาบ เพื่อเก็บซับความทรงจำอัน สวยงาม ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนพระอาทิตย์ดวงสวย ลับทิวเขาไป พร้อมกับแสงแดดลำสุดท้ายของวัน พลังแห่งความงามของธรรมชาติ ช่วยขจัดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จากการเดินทางอันยาวนานของเรา ให้มลายหายไปสิ้น ให้เรามีพลัง พร้อมจะ ต่อสู้กับชีวิตต่อไป

        เราวางแผนกันว่า พรุ่งนี้จะเดินขึ้นเขา Sarangkot (สูง 1592 เมตร) ที่มองเห็นอยู่ลิบ ๆ เพื่อเอาบรรยากาศของการเดินเขา แต่พนักงานโรงแรม แนะ นำให้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่ยอดเขาแทน โดยมีแท็กซี่บริการ ค่าบริการพาไปและกลับ 500 Rp แต่ถ้าไปเพียงเที่ยวเดียว 400 Rp เราตัดสินใจใช้บริการเฉพาะขาไปเท่านั้น ส่วนขากลับจะเดินกลับเอง

        พนักงานขอให้เรานอนหลับฝันดี พรุ่งนี้เช้าจะไปปลุกที่ห้อง



 
 
ติดต่อแลก Banner กับเว็บไซต์ Byedee.com
การขอแลก Banner
ให้นำโค๊ด Banner ด้านล่างไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของท่าน และแจ้งยืนยันมาที่ admin@byedee.com
เมื่อทางเราได้รับแจ้งจะทำการติดตั้ง Banner ของเว็บไซต์ท่านและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ปิดแสดงผล Banner