13 วันในเนปาล : วันที่ 5

โพสเมื่อ :2009-03-02 13:33:11

       ตื่นแต่เช้ามืด อาบน้ำแต่งตัว คอยจนเลยเวลานัดหมายไปแล้ว พนักงานก็ไม่มาตามสักที เลยออกไปเช็คดู ปรากฎว่า พนักงานตัวดียังคง นอนหลับ น้ำลายยืดอย่างเป็นสุข ที่หลังเคาน์เตอร์ ดูซิ! สัญญากับเราว่าจะไป ปลุกที่ห้อง จนป่านนี้แล้ว ยังหลับอุตุอยู่เลย เลยต้องขอขัดความสุขของคุณ พี่เสียหน่อย ปลุกให้ไปตามแท็กซี่มาได้แล้ว

        แท็กซี่พาวิ่งขึ้นเขาไปได้ซัก 30 นาที ก็สุดทาง เราต้องเดินขึ้นเขา ลัดเลาะผ่านหมู่บ้าน ตามขั้นบันไดไปอีกสัก 30 นาทีก็ถึงยอดเขา ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างเรืองรอง มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยทอดตัวยาว เหยียดอย่างชัดเจน ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นทิวเขา ทอแสงทองลำแรก แห่งอรุณ ทาบทับจับต้องยอดเขา Machhapuchhare สวยงามจับใจ เรานั่งดู จนกระทั่งแสงสว่างกระจ่างทั่วทั้งบริเวณ จึงเดินต่อขึ้น ยอดเขา พอได้เหงื่อซึม ๆ

        เริ่มสาย ทัศนวิสัยเริ่มแย่ลง ยอดเขา Machhapuchhare ที่เราเห็นได้ชัดกระจ่างตา ก็เริ่มเลือนลางหายไปในเมฆหมอก

        Machhapuchhare แปลว่า หางปลา ด้วยว่าส่วนยอดของเขาลูกนี้ จะแยกออกเป็น 2 แฉก มีรูปร่างเหมือนหางปลา แต่ถ้ามองจาก Pokhara จะเห็น เป็นรูปปิรามิด ถ้าอยากดูหางปลาให้เป็นหางปลาจริง ๆ ต้องเดินไปตาม Jomsom Trek อีกหลายวัน

        เขายอดนี้มีความสูง 6997 เมตร ถึงแม้จะต่ำเตี้ยกว่ายอดเขา Annapurna 1-4 ทั้งหลาย แต่ก็อยู่ใกล้ Pokhara มากที่สุด เราจึงเห็น เขายอดนี้อย่างเด่นชัด และที่น่าประหลาดใจคือ ยังไม่มีผู้ใดในผืนพิภพนี้ พิชิตยอดเขานี้ได้ สำเร็จ ในขณะที่ยอดอื่น ๆ ถูกพิชิตจนหมดแล้ว

        ในปี ค.ศ. 1959 นักปีนเขา ที่ได้กลายเป็นตำนานไปแล้วคือ นาย Jom Roberts ปีนเข้าไปใกล้ยอดเขา เหลืออีกเพียง 50 เมตร ก็จะถึง ยอดเขา แต่บรรดาลูกหาบทั้งหลายพากันหันหลังกลับ ไม่ช่วยเหลือต่อ เพราะชาวเนปาลถือว่า เขาลูกนี้เป็นเขาศักดิ์สิทธิ์

        อ่านประวัติแล้ว ก็ได้แต่สงสารนาย Robert อยู่ครามครัน ถ้าเป็นเรา ลูกหาบคงได้หาบกลับลงมาแน่ เพราะความแค้นจุกอก ถ้าใช้สำนวนวัยรุ่น หน่อย คงต้องบอกว่า เหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง อยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ทำ อะไรไม่ได้

        ปัจจุบัน ทางการไม่อนุญาตให้นักปีนเขา ปีนเขาลูกนี้แล้ว

        แม่เหล็ก ที่ดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลาย ให้มาที่เนปาล นอกจากของเก่า...เก๊า...เก่า ทั้งหลายประดามีในเนปาลแล้ว ก็คงจะเป็นบรรดา เขาสูงนี่แหละ

        โลกบูดเบี้ยวใบนี้ของเรา มียอดเขาที่สูงกว่า 8000 เมตร ทั้งหมด 14 ยอด 8 ใน 10 ยอดที่สูงที่สุดในโลกอยู่ในเนปาล เกือบจะเป็นการค้า ผูกขาดการปีนเขาแต่ผู้เดียวอยู่แล้ว

        บรรดานักท่องเที่ยว สามารถเสพสุขกับเทือกเขาหิมาลัยได้ 4 วิธี ด้วยกันคือ

        1. บินถลาลมชมหิมาลัย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก ด้วยมีเฮลิคอปเตอร์ พาบินเที่ยวชม ในวันที่อากาศปลอดโปร่งเท่านั้น บริการนี้มีทั้งที่ Kathmandu และ Pokhara ค่าบริการประมาณ 100 ดอลล่าร์ บริษัทที่ดำเนินการคือ Royal Nepal Airlines และ Everest Air's Mountain Flights
        2. ชมระยะไกล เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขี้เกียจเดิน โดยการขึ้น ไปบนยอดเขาที่ไม่สูงนัก ในวันที่ทัศนวิสัยดีจะมองไปได้ไกลสุดลูกหู ลูกตา ถ้าคุณอยู่แถว Kathmandu จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดเขา Nagarkot ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหุบเขา ว่ากันว่าพระอาทิตย์ ขึ้นที่นี่สวยงามยิ่งนัก ถ้าอยู่แถว Pokhara ก็จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ ยอดเขา Sarangkot เฉกเช่นเดียวกับที่เราทำ
        3. เดินเขา เป็นวิธีที่ดี สำหรับผู้ที่ชอบวิวทิวทัศน์ของเทือกเขา เหมาะสำหรับผู้ที่เแข็งแรงเท่านั้น ไม่เช่นนั้น จะเป็นการทรมานร่างกายมากกว่า การ เสพสุขกับทิวทัศน์

        กิจกรรมเดินเขา ที่นิยมกันมากในปัจจุบันนั้น เพิ่งก่อเกิดได้ไม่กี่สิบปี ที่ผ่านมา เดิมทีการคมนาคมในเนปาลยังไม่สะดวกนัก ถนนหนทาง รถยนต์ ก็ยังไม่มี การติดต่อไปมาหาสู่กัน ของแต่ละหมู่บ้านต้องเดิน...เดินแล้วก็เดิน ลูกเดียว พวกฝรั่งมังค่าที่มาปีนเขาก็ต้องเดิน...เดิน...แล้วก็เดิน กว่าจะถึง ตีนเขาให้ปีน เดินไปเดินมา ดวงตาเริ่มเห็นธรรม ว่าการเดินเขานี้ก็ดีเหมือนกัน จึงชวนกันมาเดินมากขึ้น...มากขึ้น...จนกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตในปัจจุบัน

        เหตุผลของการเดินแต่ละคน ก็ต่างกันไป บางคนมาเดินเพราะว่าที่นี่ มีวิวทิวทัศน์สวยงาม ทั้งจากเทือกเขาหิมาลัย นาบนไหล่เขาและบางช่วงจะมี ดอก Rhododendrons หรือกุหลาบพันปีที่แสนสวย บานสะพรั่งทั่วทั้งหุบเขา

        บางคนมาเดิน เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง บางคนมาเดินเพื่อค้นหา ตนเอง (ที่เวลาอยู่บ้านหาไม่เจอ) ส่วนฉันยังนับข้อดีได้ไม่ถึง 5 ข้อ เลยขอ เสพสุขในระยะไกลแทน แต่ก็พอมีข้อมูล พอที่จะบอกเล่าได้คร่าว ๆ สำหรับผู้ที่จะมาเดินเขา

        ก่อนอื่น คุณต้องประเมินสภาพร่างกายของคุณเองว่าอยู่ในระดับใด ก็เลือกเส้นทาง ให้เหมาะกับสังขาร ที่จะอำนวยของแต่ละท่าน อาจเดินกัน เป็นวัน อาทิตย์ หรือ เดือน มีให้เลือกได้ตามใจปรารถนา

        การเดินเขามักจะเดินในช่วงเดือน ตุลาคม-พฤษภาคม ส่วนเดือน มิถุนายน-กันยายน อย่าบังอาจมาเชียวนา เพราะว่าเป็นช่วงฤดูมรสุม

        เดือนตุลาคม-พฤจิกายน เป็นช่วงนาทีทองสำหรับการเดินเขา เพราะว่า เพิ่งผ่านพ้นฤดูมรสุมมา ฝนได้ชะล้างเอาฝุ่นละอองไปหมด อากาศ จึงสะอาด สดใสและไม่หนาว

        เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศดีแต่จะหนาว

        เดือนมีนาคม-เมษายน อากาศดีไม่หนาว แต่ทัศนวิสัยไม่ดีนัก เนื่องจากผ่านพ้นฤดูมรสุมมานาน ฝุ่นละอองจึงมากหน่อย แต่จะมีดอก
กุหลาบพันปี (Rhododendrons) แสนสวยบานสะพรั่งให้ชมแทน

        การเดินเขาส่วนใหญ่จะเดินที่ระดับความสูง 1000-3000 เมตร ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่บางเส้นทางอาจสูงเกิน 3000 เมตร ซึ่งถ้าคุณไป เดินเขา ควรรู้จักกับ Altitude Sickness หรือ Acute Mountain Sickness (AMS) เสียก่อน

        เนื่องจากในที่สูง อากาศจะเบาบางลง ออกซิเจนไม่เพียงพอ ถ้าร่างกายเรา ปรับตัวไม่ทัน จะเกิดอาการปวดหัว มีเสียงดังในหัว คลื่นไส้ มึนงง ไอแห้ง นอนไม่หลับ หายใจไม่ออก ไม่อยากอาหาร อาการที่ว่านี้ มักเกิดที่ระดับความสูง 3500-4000 เมตร ไม่เลือกว่าเป็นคนแข็งแรงหรือ อ่อนแอ

        ถ้าเป็นเพียงนิดหน่อยให้นอนมาก ๆ และดื่มน้ำมาก ๆ อาการจะ หายไปภายในวันสองวัน ถ้าร่างกายปรับตัวได้ แต่ถ้าไม่หายหรืออาการเป็น มากกว่าเดิม วิธีเดียวที่จะรักษาได้คือ ลุกขึ้นยืนหมุนตัว 180 องศาแล้วก็เดิน

        สรุปคือ ให้กลับลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าเดิมนั่นเอง อย่าฝืนทู่ซี้ต่อไป เพราะอาจได้กลับบ้านเก่าอย่างถาวร

        สุดท้ายที่จะลืมมิได้คือ ให้เตรียมรูปถ่ายมา 2 ใบ เพื่อขอ Trekking Permit คือใบอนุญาตเดินเขา ขอได้ที่นี่ Kathmandu และ Pokhara ตามสะดวก

        4. ปีนเขา วิธีนี้เป็นวิธีที่เสพสุข ได้อย่างใกล้ชิดสนิทแนบกับเทือก เขาหิมาลัยมากที่สุด จนบางครั้งอาจอยู่ใต้หิมาลัยเลย

        การปีนเขา นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือและสตางค์ ที่ต้องมีแล้ว ฉันว่าใจคงต้องแข็งแรง เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษแน่ ๆ เลย ถึงจะพิชิตบรรดา ยอดเขาสูง ๆ ได้ กว่าจะได้จารึกชื่อว่าเป็นผู้พิชิตยอดเขาสูง ก็ต้องแลกด้วย อะไรหลาย ๆ อย่าง บางครั้งอาจต้องแลกด้วยชีวิต

        Herzog ผู้ที่กลายเป็นตำนานของนักปีนเขา ได้รับการบันทึกว่า เป็นมนุษย์คนแรก ที่สามารถพิชิตยอดเขา Annapurna I ที่มีความสูงมาก กว่า 8000 เมตร ได้เป็นคนแรกของโลกในปี ค.ศ. 1950

        ต่อมาในภายหลัง Herzog เจอพายุหิมะ โดนหิมะกัด ต้องสูญเสีย ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้าไปในที่สุด

        ตามสถิติแล้ว มีนักปีนเขา มาทดสอบตัวเองกับยอดเขา Everest ปีละ 600-900 คน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีนักปีนเขาที่สามารถพิชิต ยอดเขา Everest ได้มากกว่า 200 คน แต่ก็มีนักปีนเขาเอาชีวิตมาสังเวยที่นี่ มากกว่า 100 คน เช่นกัน

        ปัจจุบัน ยอดเขา Everest กำลังประสบปัญหาโลกแตก ที่ทุก ประเทศประสบอยู่ ก็คือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยว่านักปีนเขาทั้งหลายแหล่ ที่มาปีนนั้น จะนำความภาคภูมิใจกลับไป แต่ทิ้งขยะไว้ที่นี่ ขยะจึงเริ่มพอกพูน ขึ้นทุกวัน เพราะว่ามีแต่คนขนของขึ้นไป แต่กลับไม่มีใครขนขยะกลับลงมา จนมีคนกระแหนะกระแหนว่า Everest Base Camp เป็น "The World's Highest Garbage Dump" คือเป็นที่ทิ้งขยะที่สูงที่สุดในโลก

        ขณะนั่งกินลม ชมวิว บนยอดเขา Sarangkot มีเด็กตัวกะเปี๊ยก ชาวเนปาลมานั่งคุยเป็นเพื่อน ทำให้นึกถึงสมัยเราเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกขนาดนี้ เรายัง พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่นี่เก่งพอควร ที่สามารถพูดคุยสื่อสารกับ เราได้ ถามดูได้ความว่า ต้องวิ่งขึ้นเขาลงเขาทุกวัน เพื่อไปเรียนหนังสือที่ตัว เมืองข้างล่างโน้น ให้เราอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ว่าทำได้ยังไง อนาคตน่าจะส่งเข้า แข่งโอลิมปิก

        นั่งเล่นซักพัก ก็เดินลงมาทานอาหารเช้าที่หมู่บ้านบริเวณยอดเขา จากหมู่บ้านมองลงไปเห็นทะเลสาบ Phewa เบื้องล่าง มีสีฟ้าครามสงบนิ่ง สาย หมอกคลอเคลียกับผืนน้ำเป็นระยะ

        นั่งอาบแดดอุ่นๆ จิบชามะนาวร้อนๆ ชุ่มคอชื่นใจดีแท้ (ชามะนาว ถ้วยละ 4 Rp ไข่ดาว 2 ฟอง 20 Rp ถูกตังค์และถูกใจจริง ๆ)

        นั่งซึมซับบรรยากาศรอบตัว จนเต็มทุกอนูของร่างกาย แสงแดดเริ่ม แรงขึ้น เป็นคำเตือนให้เราเดินทางต่อไปได้แล้ว

        เดินลงไปตามขั้นบันได ที่ชาวบ้านทำไว้ด้วยหินภูเขาเป็นอย่างดี เดินลัดเลาะลงไปตามหมู่บ้าน เป็นทางเดินลงตลอด 2 ชั่วโมง กว่าจะถึง ตีนเขาก็ เหนื่อยแฮก...แฮก เป็นหมาหอบแดดเชียวละ พอถึงตีนเขา ก็ต้องเดิน ทางราบต่ออีกร่วมกิโล จึงจะถึงบริเวณใจกลางย่านที่พักริมทะเลสาบ

        ตอนบ่ายออกไปเดินหาซื้อเพ็คเก็ดทัวร์ ไป Chitwan National Park (CNP) มรดกโลกที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง CNP อยู่กลางทางระหว่าง Pokhara และ Kathmandu

        การไปเที่ยวอุทยานแห่งชาตินี้ อาจเลือกเดินทางจาก Kathmandu หรือ Pokhara ก็ได้ เช่น Kathmandu-CNP-Pokhara หรือ Pokhara-CNP-Kathmandu ตามสะดวก

        การซื้อแพ็คเก็ดทัวร์ไปเที่ยวอุทธยานนี้ มีมากมายหลายบริษัท หลายราคาให้เลือก โดยทั่วไปมักจัดทัวร์แบบ 3 วัน 2 คืน ที่ต้องสอบถาม ให้แน่ชัดคือ ที่พักอยู่ภายในเขตอุทยาน หรืออยู่นอกเขตอุทยาน เพราะราคา จะต่างกัน

        เราเลือกซื้อทัวร์ของ Island Jungle Resort ซึ่งมีที่พักอยู่ภายใน เขตอุทยาน จากราคา 125 ดอลล่าร์ เราต่อราคาได้เหลือ 100 ดอลล่าร์



 
 
ติดต่อแลก Banner กับเว็บไซต์ Byedee.com
การขอแลก Banner
ให้นำโค๊ด Banner ด้านล่างไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของท่าน และแจ้งยืนยันมาที่ admin@byedee.com
เมื่อทางเราได้รับแจ้งจะทำการติดตั้ง Banner ของเว็บไซต์ท่านและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ปิดแสดงผล Banner